ยินดีต้อนรับเข้าสู่...อารยธรรมอียิปต์

วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559

อักษรเฮียโรกริฟฟิค



➜ อักษรเฮียโรกริฟฟิค






          ไฮเออโรกลีฟอียิปต์ (อังกฤษ: Egyptian hieroglyphs) เป็นระบบการเขียนที่ชาวอียิปต์โบราณใช้อย่างเป็นทางการ ประกอบด้วยอักษร (alphabet) และสัญรูป (logograph) อักขระในระบบไฮเออโรกลีฟอียิปต์นี้ยังสัมพันธ์กับอักขระอียิปต์อีก 2 ชุด คือ อักขระไฮเออแรติก (hieratic) และอักขระดีมอติก (demotic)

ไฮเออโรกลีฟอียิปต์แบบหวัดนั้นมักใช้เขียนวรรณกรรมทางศาสนาลงบนแผ่นไม้และแผ่นพาไพรัส ไฮเออโรกลีฟอียิปต์ยุคแรกย้อนหลังไปได้ไกลถึง 3,300 ปีก่อน ค.ศ. และใช้กันมาจนถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 4 ก็เลิกใช้ไป เพราะการปิดศาสนสถานนอกศาสนาคริสต์ ทำให้ไม่จำต้องใช้เขียนบันทึกอนุสรณ์อีก

เมื่อไฮเออโรกลีฟอียิปต์หมดการใช้งาน ความรู้เกี่ยวกับระบบการเขียนนี้ก็ดับสูญไปด้วย การถอดความหมายของอักขระไฮเออโรกลีฟอียิปต์จึงกลายเป็นปริศนาเรื่อยมา จนไขออกในภายหลังเพราะได้ศิลาโรเซตตาเป็นเครื่องช่วยเหลือ


อ้างอิงจาก :  https://th.wikipedia.org/wiki/ไฮเออโรกลีฟอียิปต์

เที่ยวอียิปต์ 5 สุดยอด สถานที่ท่องเที่ยวประเทศอียิปต์


➜ เที่ยวอียิปต์ 10 สุดยอด สถานที่ท่องเที่ยวประเทศอียิปต์

        1. Giza Necropolis มหาสุสานกีซ่า ประเทศอียิปต์



   มหาพีระมิดแห่งกีซ่า ตั้งอยู่บริเวณชานเมืองด้านตะวันตกของกรุงไคโร เป็นสุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ ประกอบด้วย พีระมิดของฟาโรห์คูฟู พีระมิดของคาเฟร (พระราชโอรส) และพิระมิดของเมนคูเร (พระราชนัดดา) มหาพีระมิดคูฟูมีความสูงถึง 139 เมตร (455 ฟุต) เป็นพีระมิดที่ใหญ่ที่สุดในอียิปต์ แม้ว่า    พีระมิดคาเฟรที่อยู่ใกล้ๆดูจะใหญ่กว่าก็ตาม นั่นเป็นเพราะพีระมิดคาเฟรสร้างในพื้นที่ที่สูงกว่านั่นเอง


           2. Karnak มหาวิหารคาร์นัค



    แม้จะถูกทำลายไปมาก. แต่มีโบราณสถานเพียงน้อยนิดเท่านั้นที่น่าประทับใจไปกว่ามหาวิหารคาร์นัค ซึ่งเป็นโบราณสถานที่เก่าแก่ที่สุด และยังเป็นการผสมผสานผลงานของช่างหลายสมัยด้วยระยะเวลาก่อสร้างครอบคลุมหลายรัชกาล วิหารคาร์นัคประกอบด้วยวิหารหลักสามแห่ง วิหารขนาดเล็กในบริเวณใกล้เคียง และวิหารอื่นๆกระจายห่างไปประมาณสองกิโมตรครึ่งทางเหนือของลักซอร์ ส่วนที่เป็นที่เลื่องลือขึ้นชื่อที่สุดของมหาวิหารคาร์นัคคือ ห้องโถงแบบ Hypostyle ขนาดห้าพันตารางเมตร คือ ประกอบด้วยเสาหินขนาดใหญ่ 134 ต้น เรียงกัน 16 แถว สำหรับค้ำหลังคาแบบอียิปต์


      3. Red Sea Reef ปะการังแห่งทะเลแดง


ทะเลแดงบริเวณชายฝั่งอียิปต์ หนึ่งในสถานที่สำหรับดำน้ำชมปะการังที่งดงามที่สุดในโลก น้ำทะเลบริเวณนี้ใสราวกับกระจกสะท้อนทัศนียภาพใต้ท้องทะเลอย่างชัดเจน อีกทั้งกลุ่มปะการังที่ขยายวงกว้างไกลสุดสายตา เป็นบ้านหลังใหญ่ของสิ่งมีชีวิตแปลกตากว่าพันชนิด มีรีสอร์ทใหญ่น้อยตั้งเรียงรายรอบๆชายฝั่งทะเลทั้งสองด้าน ในส่วนของด้านตะวันออกและคาบสมุทรซีนายเป็นที่ตั้งของชาร์ม เอล ชีคและดาฮับ ส่วนทางตะวันตกของทะเลแดงเป็นเมืองเก่าฮูร์กาดาและเมืองรีสอร์ทสมัยใหม่ เที่ยวอียิปต์

           4. River Nile Cruise ล่องเรือแม่น้ำไนล์



การล่องเรือในแม่น้ำไนล์เป็นวิธีการท่องอียิปต์บนที่เป็นที่นิยมมาก แม่น้ำไนล์เป็นเสมือนชีวิตของชาวอียิปต์มาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล และไม่มีวิธีอื่นใดอีกแล้วที่จะสามารถตามรอยประวัติศาสตร์อียิปต์ได้ดีไปกว่าการล่องไปตามแม่น้ำไนล์ เรือสำราญเกือบทุกลำจะล่องไปตามเส้นทางลักซอร์-อัสวานนี้ มีความปลอดภัย ทัศนียภาพอันงดงาม และไปสิ้นสุดที่เมืองสำคัญที่สุดของอียิปต์สองเมือง เราขอแนะนำให้ล่องเรือเฟลุกกะ ไปทางใต้ของแม่น้ำไนล์หากคุณชื่นชอบการผจญภัย เรือเฟลุกกะ แม้จะไม่ได้ให้ความสะดวกสบายเหมือนเรือสำราญ แต่การล่องเรือใบที่ดัดแปลงมาจากเรืออียิปต์โบราณก็น่าประทับใจไม่แพ้การท่องเที่ยววิธีอื่นแน่นอน


        5. Valley of the Kings หุบเขากษัตริย์



เที่ยวอียิปต์ กันที่ หุบเขากษัตริย์ เป็นหุบเขาใหญ่แห่งหนึ่งใกล้ๆเมืองลักซอร์ ด้วยระยะเวลาอันยาวนานเกือบ ๕๐๐ ปีตั้งแต่ศตวรรษที่ ๑๖ ถึง ๑๑ ก่อนคริสตกาล สร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระศพของเหล่าราชวงศ์กษัตริย์ในยุคราชอาณาจักรใหม่ หุบเขาแห่งนี้เป็นที่รวมของหีบพระศพจำนวน ๖๓ ใบ และห้องที่มีความซับซ้อนขนาดต่างๆถึง ๑๒๐ ห้อง ห้องที่บรรจุพระศพจะมีการตกแต่งด้วยภาพเขียนฝาผนังเกี่ยวกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และเป็นหลักฐานสำคัญในการสะท้อนความเชื่อและพิธีกรรมในยุคนั้น ทุกห้องถูกบุกรุกและขโมยสิ่งของมีค่าไปสิ้นแล้วอย่างน่าเสียดาย ยกเว้นห้องเดียว ซึ่งเป็นที่มาของคำสาปฟาโรห์ คือ ห้องขององค์ฟาโรห์ตุตันคามุนนั่นเอง


อ้างอิงจาก : http://amazingthaisea.com/เที่ยวอียิปต์/

มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ของอียิปต์โบราณ


➜ มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ของอียิปต์โบราณ



➤ เทพรา หรือ เร คือ เทพแห่งดวงอาทิตย์ในตำนานเทพเจ้าของอียิปต์โบราณ สัญลักษณ์ของเทพราคือวงกลมหนุนอยู่บนเรือ แต่ส่วนมากมักเป็นมนุษย์ พระเศียรเป็นนกเหยี่ยว เชื่อว่าถือกำเนิดมาจากแม่น้ำแห่งเทพนุน กายล้อมรอบด้วยกลีบดอกบัว ทุกวันเมื่อเข้าสู่ราตรีกาล เทพราจะกลับมาบรรทมในดอกบัวนี้ สัญลักษณ์ของพระองค์เป็นนกศักดิ์สิทธิ์ เรียกว่า นกเบนนู (Bennu bird) เกาะที่ยอดพีระมิด ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งแสงอาทิตย์
เทพราเป็นดั่งบิดาแห่งมวลมนุษย์และสรรพสิ่งทั้งหลาย ทรงสร้างเทพชู เทพแห่งลม เทพีเตฟนุต เทวีแห่งสายฝน เทพเกบ เทพแห่งปฐพี เทพีนัต เทวีแห่งท้องฟ้าและ เทพฮาปีเทพแห่งแม่น้ำนิลนาม เทพราจะเสด็จออกจากเมืองเฮลีโอโปลิสพร้อมกับเหล่าเทพเจ้า โดยใช้เรือสุริยันเป็นยานพาหนะ เพื่อเยี่ยมราษฎรในแคว้นทั้ง 12 แคว้น ทำให้เกิดแสงอาทิตย์ตลอด 12 ชั่วโมงใน 1 วัน และในเวลากลางคืนพระองค์จะท่องไปในดินแดนจากฝั่งตะวันตกไปฝั่งตะวันออก และมีตำนานเกี่ยวกับเทพราอีกมากมาย แต่ก่อนเทพราจะมีเฉพาะฟาโรห์เท่านั้นที่สักการะได้

➤เทพโอซีริส เป็นพระโอรสองค์แรกของเทพเกบและเทวีนุต มีพระอนุชาคือ เทพเซต และชายาคือเทวีไอซิส กล่าวกันว่าเทพโอซีริส และเทวีไอซิสตกหลุมรักกันตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์ บางกรณีก็กล่าวว่าทั้งสองพระองค์ทรงอภิเษกกัน และเทพโอซีริสได้บัลลังค์จากเทพเกบผู้เป็นบิดา ตามตำนานของเทพโอซีริส พระองค์ได้สอนศิลปวิทยาการทั้งหลายแก่มวลมนุษย์ ต่อมาเทพเซ็ตก่อกบฏและล้มล้างเทพโอซีริสจนสำเร็จ ร่างของเทพโอซีริสถูกสับเป็นชิ้นๆโยนลงแม่น้ำไนล์ เทวีไอซิสพยายามค้นหาจนพบทำให้เทพโอซีริสซึ่งได้เดินทางไปยังโลกแห่งความตายแล้วกลับมามีชีวิตอีกครั้ง สัญลักษณ์ของพระองค์มักเป็นชาย ประทับยืนอยู่หรือประทับนั่งบนบังลังค์ หรือวาดเป็นมนุษย์กำลังลุกจากแท่นตั้งศพ หรือเป็นกษัตริย์พระหัตถ์โผล่ขึ้นมาจากผ้าพันมัมมี่ ถือแส้เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจสูงสุด

➤เทพีไอซิส เป็นธิดาของเทพรากับเทพีนุต (หรือ เทพีนัต) เทพีไอซิสเก่งกาจด้านมนตราทั้งหลายและมีสติปัญญาเปรื่องปราดนัก ตามตำนานกล่าวว่าเทพโอซีริสและเทพีไอซิสนั้นตกหลุมรักกันตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์ เมื่อเทพโอซิริสขึ้นเป็นเทพราชา พระองค์จึงจัดอภิเษกสมรสกับเทพีไอซิสเป็นพระราชินีเคียงคู่กันเทพไอซิส ได้ชื่อว่าเป็นเทพีแห่งพืชพันธุ์ธัญญาหาร และความสมบูรณ์ สัญลักษณ์ของเทวีไอซิสมีหลายแบบ พระนางอาจเป็นมนุษย์ที่มีศีรษะเป็นวัว หรือมีดวงจันทร์สวมบนศีรษะ หรือสวมมงกุฎรูปดอกบัวและมีหูเป็นข้าวโพด หรือถือขาแพะ สัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ แต่ถ้าเป็นรูปปั้นมักเป็นรูปพระมารดากำลังให้นมเทพเจ้าฮฮรัสอยู่ แสดงถึงการปกป้องเด็กๆจากโรคภัย บนศีรษะมีเขาสองเขาและมีวงสุริยะอยู่ตรงกลาง

➤เทพฮอรัส เป็นโอรสของโอซิริส และไอซิส และเป็นพระสวามีของเทพีฮาเธอร์ มีศีรษะเป็นเหยี่ยว ถือเครื่องหมายของชีวิต เทพฮอรัส ทรงเป็นเทพที่เกิดจากการรวมกันของเทพนกเหยี่ยวและเทพแห่งแสงสว่าง ทรงมีพระเนตรขวาเป็นดวงอาทิตย์และพระเนตรซ้ายเป็นดวงจันทร์ ซึ่งเป็นเพราะขณะที่สู้กับเซทนั้นถูกกัดที่ตาซ้ายจนหมองมัว สัญลักษณ์ของเทพฮอรัสคือเป็นมนุษย์ที่มีศีรษะเป็นนกเหยี่ยว ทรงสวมมงกุฎสองชั้นหรือแกะสลักเป็นรูปวงสุริยะมีปีกอยู่ที่รั้ววิหารประจำพระองค์ หรือคือนกเหยี่ยวกำลังบินอยู่เหนือการสู้รบของฟาโรห์ ที่อุ้งเล็บมีแส้แห่งความจงรักภักดีและแหวนแห่งความเป็นนิรันดร์อยู่

➤เทพีฮาเธอร์ เป็นธิดาของเทพรา และเป็นชายาของเทพฮอรัส เป็นเทพีแห่งความรัก ความสุข ความเมตตา การแต่งงาน การเต้นรำ และความงดงาม สัญลักษณ์ของพระนาง คือ วัว หรืออยู่ในรูปของวัว หรือเทพีที่มีเขาวัวอยู่บนเศียร ในสมัยหนึ่งน่าจะเป็นองศ์เดียวกับไอซิส เพราะตำนานบางแห่งก็ว่าเป็นมารดาแห่งฮอรัส แต่ภายหลังได้แยกจากกัน คือให้ ไอซิสเป็นมารดาแห่งฮอรัส แต่ฮาเธอร์เป็นแม่นม จึงปรากฎรูปฮาเธอร์ในลักษณะวัว กำลังให้นมฟาโรห์อยู่

➤เทพอะมุน เป็นเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมืองธีบส์ มีรูปเป็นบุรุษเพศ เศียรประดับศิราภรณ์รูปขนนกยาว ยุคหลังพระนามเพี้ยนเป็น อาตอน หรือ อาเตน ในยุคของฟาโรห์อาเมนโฮเทปที่ 4 ได้ทรงพยายามให้คนอียิปต์ทั้งมวลหันมาเคารพเทพอาเตนเพียงองศ์เดียว ซึ่งนับเป็นความพยายามในการปฎิรูปความเชื่อครั้งยิ่งใหญ่ โดยฟาโรห์เองได้เปลี่ยนพระนามเป็น อัคนาเตน (Akhenaten) และฟาโรห์องศ์ต่อมาก็ทรงพระนามที่เกี่ยวข้อง คือ ตุตันคาเมน เป็นต้น อาเตน หรืออามุน ถือเป็นเทพแห่งดวงอาทิตย์ ได้ถูกนำมารวมกับ รา หรื อ เร กลายเป็นสุริยเทพซึ่งเป็นใหญ่เหนือเทพทั้งปวง
 
➤เทพอานูบิส เป็นพระโอรสของเทวีเนฟธีส และเทพโอซิริส มีสัญลักษณ์เป็นสุนัขสีดำ ตำนานกล่าวว่าพระองค์เป็นผู้เสาะหาน้ำมันหอมหรือยาที่หายากในการทำมัมมี่ศพเทพโอซิริส จากนั้นทำพิธีศพให้เทพโอซิริส พิธีที่พระองค์ทรงคิดขึ้นนั้นเป็นรูปแบบพิธีการฝังศพในเวลาต่อมา และที่สำคัญที่สุดคือ ทรงเป็นผู้ช่วยในการชั่งวิญญาณ โดยเป็นผู้ดูตาชั่งอย่างละเอียดโดยมีขนนกเป็นเครื่องวัดถ้าขนนกเอนขึ้นแปลว่ามีความผิดมาก ถ้าคนนกเอนลงถือว่ามีความดีมาก ส่วนเทพธอธจะเป็นผู้บันทึกการตัดสิน เมื่อถือว่าวิญญาณนั้นบริสุทธิ์แล้ววิญญาณจะไปเข้าเฝ้าเทพโอซิริส เพื่อพิพากษาให้ไปสู่ในโลกแห่งวิญญาณใหม่ หากไม่บริสุทธิ์จะถูกลงโทษอย่างโหดร้ายเทพอานูบิสมีสัญลักษณ์เป็นชาย มีศีรษะเป็นสุนัขสีดำ หรือสุนัขชูคอหมอบอยู่ที่ฐานหรือบนหลุมศพ

➤ เทพอาเตน เป็นสุริยเทพพระองค์หนึ่ง ได้รับการนับถือมากในสมัยฟาโรห์อาเมนโฮเทปที่ 4 ซึ่งต่อมาเปลี่ยนพระนามเป็นอเคนาเตน พระองค์ต้องการเปลี่ยนให้ชาวอียิปต์นับถือเทพอาเตนเพียงพระองค์เดียวจึงเปลี่ยนพระนามของพระองค์เป็นอเคนาเตน และสร้างเมืองอเคทาเทนเป็นเมืองหลวงใหม่ถวายแด่เทพเจ้าพระองค์นี้

➤เทพอาตุม สุริยเทพอีกองค์หนึ่งเป็นเทพดั้งเดิมของเมืองเอธีโอโปลิส เป็นเทพผู้สร้างจักรวาลลักษณะในตำนานใกล้เคียงกับ สุริยเทพรา กำเนิดจากน้ำหรือจากเทพนุน 

➤เทพฮาปิ เทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์ ผู้บันดาลน้ำให้แก่ทุ่งหญ้า บันดาลน้ำทำให้เกิดพืชพันธุ์ธัญญาหารของมนุษย์ ผู้บันดาลให้เกิดแม่น้ำไนล์และแหล่งโอเอซิสต่าง ๆ ในทะเลทราย รวมทั้งหยดน้ำบนสวรรค์ พระองค์เป็นเทพเจ้าผู้คุ้มครองแม่น้ำไนล์ สัญลักษณ์ของเทพเจ้าฮาปิมีหลายรูปแบบ เช่นเป็นรูปคนอ้วน หมายถึงความอุดมสมบูรณ์ หรือรูปบุรุษมีเคราสีเขียวหรือน้ำเงิน แต่มีหน้าอกคล้ายสตรีซึ่งมีความหมายถึงแม่น้ำที่ให้ชีวิต

➤เทพเซต เป็นเทพแห่งความชั่วร้าย แห้งแล้ง พายุ ทะเลทราย ความวุ่นวาย ชั่วร้าย โหดเหี้ยม และสิ่งที่ไม่ดี เซตเป็นลูกคนที่ 3 ของเทพีนัต เซตอิจฉาเทพโอซิริสผู้พี่ จึงคิดกำจัดโอซิริส เป็นผู้สังหารจอมเทพโอซิริสและยึดอำนาจการปกครองอียิปต์ไว้ได้ระยะหนึ่ง ก่อนจะถูกเทพโฮรัสแก้แค้น เทวลักษณะเป็นเทพบุรุษพระเศียรเป็นลา 

➤เทพีวัดเจ็ต นางพญางูแห่งลุ่มน้ำไนล์ เทพีผู้อารักขาเทพเจ้ารา โดยจำแลงเป็นรูปงูเห่าติดอยู่ตรงพระนลาฏของเทพเจ้ารา และเป็นเทพีที่ทำหน้าที่อารักขาเทพีไอซิสและเทพฮอรัส สัญลักษณ์ของเทพีวัดเจ็จะปรากฏเป็นรูปงูสวมมงกุฏสีแดง
 
➤เทพมิน เทพเจ้าแห่งสายฟ้า เทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ กามารมณ์ และพลังแห่งเพศชาย รวมทั้งเป็นผู้พิทักษ์ถนนหนทางต่างๆ สัญลักษณ์ของเทพมิน คือ รูปบุรุษยืนตรงเผยให้เห็นอวัยวะเพศ สวมมงกุฏขนนก
 
➤เทพีมัต เทพีนกแร้งชายาของเทพเจ้าอะมุน พระนามของเทพีมัตหมายถึงมารดาผู้ยิ่งใหญ่ เทพีแห่งสัจธรรมและความยุติธรรม สัญลักษณ์ของเทพีมัตปรากฏในรูปของสตรีสวมมงกุฎรูปหัวนกแร้ง







อ้างอิงจาก : http://www.oceansmile.com/Egypt/God.htm




วัฒนธรรมประเทศอียิปต์






ประเพณีวัฒนธรรมประเทศ

โดยทั่วไปคนอียิปต์ที่มีการศึกษาดีสามารถพูดภาษาอังกฤษและภาษาต่างประเทศอื่นๆได้ และผู้เดินทางท่านใดที่สามารถพูดภาษาอาหรับแม้เพียงไม่กี่คำก็เอาตัวรอดได้ เนื่องจากคนพื้นเมืองโดยทั่วไปมีประเพณีการต้อนรับแขกมาตั้งแต่โบราณแล้ว
        คนอียิปต์เป็นคนที่มีอัธยาศัยดี คุ้นเคยต่อนักท่องเที่ยว กระตือรือร้นที่จะทักทายกับชาวต่างชาติโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ และมักจะยินดีที่นักท่องเที่ยวมาเยือนอียิปต์ ในการสนทนา คนอียิปต์มักจะสบตากับคู่สนทนาเพื่อเป็นการให้เกียรติ  และ ชอบใช้สัญลักษณ์ เช่นการใช้สัญญาณมือประกอบการอธิบายต่างๆ ซึ่งสัญลักษณ์เหล่านี้แตกต่างจากสากล จึงควรที่จะเรียนรู้จากคนท้องถิ่นไว้บ้าง นอกจากนี้ สุภาพสตรีควรหลีกเลี่ยงการถูกสัมผัสตัวโดยเฉพาะจากเพศตรงข้าม  และการโอบกอดในที่สาธารณะ


วันสำคัญของอียิปต์

วันที่ 23 กรกฎาคม เป็นวันชาติ (Revolution Day) ของอียิปต์
วันที่ 28 กุมภาพันธ์เป็นวันประกาศเอกราชจากอังกฤษ (เมื่อปี ค.ศ.1953)


เวลาทำงาน

– สถานที่ราชการส่วนใหญ่และธนาคารเปิดทำการระหว่างวันอาทิตย์-พฤหัสบดีเวลา 08.30-15.00 น.  แต่ สถานที่ราชการบางแห่งจะเปิดทำการเฉพาะวันเสาร์-พุธ เวลา 08.30-14.00 น. ร้านค้าทั่วไปเปิดเวลา 10.00-22.00 น. สำหรับวันศุกร์เปิดสายกว่าวันอื่น เนื่องจากเป็นวันละหมาดประจำสัปดาห์
-ช่วง Ramadan (ประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคม) เป็น ช่วงถือศีลอด หน่วยงานของอียิปต์ไม่สะดวกในการต้อนรับคณะมากนักหากนักท่องเที่ยวเดินทางมา อียิปต์ในช่วงนี้ก็จะได้สัมผัสสภาพชีวิตของช่วงการถือศีลอดของชาวอียิปต์





วัฒนธรรมด้านการแต่งกาย

        เนื่องจากอียิปต์เป็นประเทศที่มีผู้คนมากหมายต่างความเชื่อ ต่างวัฒนธรรมทำให้วัฒนธรรมการแต่งกายของคนอียิปต์มีความแตกต่างโดยมีพื้นฐาน ทางด้านความเชื่อ เช่นมุสลิม คริสต์เตียน ยิว และอื้นๆด้วยความเจริญของประเทศอียิปต์และเป็นประเทศที่ที่ทันสมัยและมี อิทธิผลของวัฒนธรรมตะวันตกมีการผสมผสานกับวัฒนธรรมตะวันตกอยู่บางมากหรือ น้อยก็อยู่ที่เมืองที่มีความเจริญกับความไม่เจริญดังนั้นจึงไม่แปลกที่เรา สามารถพบเห็นมุสลีมะห์ที่ไม่คงความเป็นเอกหลักของเขาสุดแต่ทีจิตสำนึกและ ความปราถนาของแต่ละคน






สตรี


       ผู้หญิง จำนวนมากในประเทศอียิปต์เป็นคนสวยเลยที่เดียว ผู้หญิงชาวอียิปต์เป็นคนที่ได้รับการศึกษาที่ดี เป็นคนทีใช้จ่ายเงินเก่ง การยึดมัยทะนุทะนอม และเอาใจใสจากที่ทีได้รับจากพ่อแม่ของเขา
     ในอียิปต์ 85% จะ เก็บตัวเองเป็นผู้หญิงพรมจารี (หญิงบริสุทธิ์)จนกว่าพวกเขาจะได้แต่งงานนี้คือคนสามัญชนที่ดีเยี่ยมในตะวัน ออกกลาง ดังทีผู้ชายเชื่ออยู่เสมอว่านี้เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของศีลธรรมและผลของการ กระทำที่ดี 90%ของผู้ชายปรารถนาผู้หญิงที่มีความบริสุทธิ์มาแต่งงานด้วย
     ปัจจุบัน นี้คุณจะเห็นได้ว่าผู้หญิงมากมายสวมผ้าโพกหัวหรือสะพายไหล่ของสตรีซึ่งคลุม เฉพาะศีรษะแต่เปิดเผยใบหน้า และก็มีบางกลุ่มที่ปิดหน้าเผยให้เห็นแต่ดวงตา นิกอบมันเป็นธรรมดาของทุกวันนี้ทุกวันนี้ผู้หญิงในอียิปต์จำนวนมากสวมผ้าคลุ่มหัว ซึ่งเป็นการแสดงถึงความถ่อมตัวหรือมุสลิมที่เคร่งครัดในศาสนา มันเป็นสิ่งสำคัญมากในอิสลามว่าผู้หญิงจะไม่ถูกล่อลวงไปทางคนแปลกหน้าและแสดง ความถ่อมตน เราอาจจะเห็นว่ามันไม่ลำบากที่จะกำหนดมโนภาพของลัทธิให้ความเสมอภาคและการ เมืองแก่ผู้หญิงทางตะวันตก ดังเช่นบทบาทของการดำเนินชีวิตซึ่งมีอยู่แต่กำเนิดจาก ค.ศ.1930-1939เป็นต้นผู้หญิงชาวอียิปต์ได้เริ่มเข้าไปทำธุรกิจ(การค้า)และ อาชีพอื่นๆอีกมากมาย การเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้รับอิทธิผลของการปฏิวัติเดือน ก.ค. 1965 อียิปต์มีอัตราสูงมากของจำนวนผู้หญิงทีทำงานเช่น เป็นหมอ ทันตแพทย์ ทนายความ ศาสตราจารย์ รัฐมนตรี หรือข้าราชการระดับสูง     




   บุรุษ

        ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าความเจริญของตะวันตกได้กลืนความเป็นเอกหลักของคนใน ตะวันออกกลางและวัฒนธรรมการแต่งกายของคนอียิปต์ถึงไม่หมดไปแต่ตะวันตกก็ได้ กลืนไปแล้วในบางส่วนรวมทั้งวัฒนธรรมการแต่งกายของผู้ชายอียิปต์ด้วย
         ผู้ชายในชนบทของประเทศอียิปต์จะแต่งชุดโตบและใส้จะสวมสารบานไว้บนหัวและคนที่มีอาชีพครูสอนศาสนาแต่คนในเมืองใหญ่เช่น  เมือง งอเล็กซานเดรีย และเมืองไคโรผู้คนส่วนใหญ่จะสวมเสื่อเชิดกางแกงและรองเท้าหนังโดยเฉพาะคนที่ ทำงานในงานบริการเช่น โรงแรมและธนาคารฯล ฯลฯ





             อาหารหลักของคนอียิปต์

       การกินอาหารของคนในตะวันออกกลางจะมีความแตกต่างมากกับคนในเอเชียเราและอาหารหลักของทุกชนชั้นของคนอียิปต์ นั้น คือ ขนมปัง  หัว หอม พวกผักต่างๆ แล้วก็ปลาแห้ง นอกจากนี้ คนอียิปต์จะมีน้ำเชื่อมซึ่ง ทำจากผลไม้ อาทิเช่นพวก องุ่น เพื่อให้ได้รสหวานและจะกินกับขนปังซึ่งจะใช้ขนมปังจิ้มกับน้ำเชื่อม และนอกจากนั้น ยังมีการใช้ในน้ำผึ้ง เกลือ กระเทียม หัวหอม ในการปรุงรสให้อร่อยด้วย และนอกจากขนมปังแล้วเขาจะกินโยเกิตย์พร้อมๆกับเมนูอาหารหลักอีกด้วยส่วน อาหารประเภทเนื้อสัตว์นี้ก็มี สัตว์ที่นิยมรับประทานก็คือพวก เนื้อแกะ แพะ และเนื้อวัว
     อาหารประเภทกาบับ ( Kabab ) ก็ เป็นเนื้อ หรือ แพะ ย่างโดยมีเหล็กแหลม เสียบชิ้นเนื้อโดยหมุนชิ้นเนื้อให้ไฟเลียไปทั่วๆ กินกับผักทั้งผักสดเช่น แตงกวา มะเขือเทศ ต้นหอม กับผักดองเช่น แตงกวา มะเขือเปาะ หัวหอม แครอท 

    







ฟาโรห์และมัมมี่




ฟาโรห์ ตุตันคาเมน (ตุตันคามุน) เป็นฟาโรห์ในราชวงค์ที่ 18 ของอียิปต์โบราณ ซึ่งมีพระชนม์เพียง 9-10 ชันษา ครองราชย์ระหว่าง 1325-1334 ปีก่อนคริสตกาล การบริหารบ้านเมืองจึงตกอยู่กับวิซิเออร์ อัยย์ ฟาโรห์ ตุตันคาเมนได้ครองราชย์ในรัชสมัยของพระองค์ช่วงสั้นๆ ราว 9 ปี ก็สิ้นพระชนม์เสียก่อน เป็นเพราะฟาโรห์ ตุตันคาเมน สิ้นพระชนม์อย่างกะทันหัน วิซิเออร์ อัยย์จึงได้สร้างสุสานถวายแบบง่าย ๆราวสองร้อยปีต่อมา มีการสร้างสุสานของรามเสสที่ 6 ทับสุสานของ ฟาโรห์ ตุตันคาเมน ทั้ง ๆ ที่คนงานก็รู้แต่นึกว่าเป็นบุคคลธรรมดาจึงไม่ได้เสนอเบื้องบน จึงทำให้มัมมี่ของฟาโรห์ ตุตันคาเมน ปลอดภัย นับเป็นสุสานที่สมบูรณ์ที่สุด
ฟาโรห์ ตุตันคาเมน สิ้นพระชนม์อย่างฉับพลันโดยไม่ทราบสาเหตุ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ครบ 19 ชันษา อีกทั้งไม่มีองค์รัชทายาท วิซิเออร์ อัยย์ รีบฉวยโอกาสแต่งกับราชินีม่ายเพื่อจะได้ครอบครองดินแดนอียิปต์ต่อไป
โลงพระศพของฟาโรห์ตุตันคาเมน
ฟาโรห์ คือคำที่ใช้เรียกพระมหากษัตริย์แห่งอียิปต์ในสมัยอียิปต์โบราณ ซึ่งถือเสมอเหมือนพระเจ้าบนดิน มัมมี่ คือศพที่ดองหรือแช่ในน้ำยาพิเศษในประเทศอียิปต์ พันทั่วทั้งร่างกายด้วยผ้าลินินสีขาว เพื่อเป็นการรักษาสภาพของศพเพื่อรอการกลับคืนร่างของวิญญาณผู้ตาย ตามความเชื่อของชาวอียิปต์โบราณ คำว่า “มัมมี่” มาจากคำว่า มัมมียะ ซึ่งเป็นคำในภาษาเปอร์เซีย มีความหมายถึงร่างของซากศพที่ถูกดองจนกลายเป็นสีดำ โดยชาวอียิปต์โบราณจะทำมัมมี่ของฟาโรห์และเชื้อพระวงศ์ทุกพระองค์
ฟาโรห์คือตอนที่มีชีวิตอยู่ มัมมี่คือตอนฟาโรห์ตายแล้ว



เรื่องลึกลับ ตํานานอาถรรพ์ของอียิปต์โบราณ




ตํานานอาถรรพ์ของอียิปต์โบราณ




1. พระนางคลีโอพัตรา กับรูปโฉมที่แท้จริง
         พระนางคลีโอพัตรา (Cleopatra VII) นับได้ว่าเป็นผู้ปกครองอียิปต์โบราณที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ซึ่งในความรู้สึกนึกคิดของคนทั่วไป เธอคือพระราชินีผู้ทรงเสน่ห์ที่สุด มีรูปโฉมที่งดงาม เพียบพร้อมไปด้วยกลเม็ดเด็ดพรายในเชิงพิศวาส สามารถมัดใจชายได้อย่างอยู่หมัด แต่แท้ที่จริงแล้ว เสน่ห์ของพระนางคลีโอพัตราไม่ได้อยู่ที่เนื้อหนังมังสาหรือความงดงามแห่งใบหน้าและเรือนกายเลย แต่อยู่ที่สติปัญญาและความเฉลียวฉลาดรู้เท่าทันคนต่างหาก โดยมีหลักฐานชิ้นหนึ่งที่บ่งบอกถึงความจริงเรื่องนี้ ก็คือการค้นพบรูปปั้นส่วนพระเศียรขององค์ราชินีและเหรียญที่มีภาพพระพักตร์ของพระนาง ซึ่งเป็นการค้นพบของนักโบราณคดีรายหนึ่ง





2. ความเชื่อเกี่ยวกับความตาย

        
ชาวอียิปต์โบราณมีความเชื่อที่ว่า เมื่อคนตาย ดวงวิญญาณจากร่างไปเพียงชั่วคราว เพื่อเดินทางไปพบกับพระเจ้าในโลกหน้า แล้วจะกลับมาในวันหนึ่งข้างหน้า ทั้งนี้ เมื่อวิญญาณกลับมาแล้วก็ต้องมีร่างกายอยู่ และร่างที่จะอาศัยอยู่ได้ต้องเป็นร่างกายของตนเองเท่านั้น และด้วยความเชื่อนี้เองจึงทำให้เกิดวิธีการดูแลศพ หรือที่เรารู้จักกันอย่างดีกับการทำ "มัมมี่" (Mummy) เพื่อให้สภาพศพยังอยู่ในสภาพที่ดี ไม่เน่าเปื่อยนั่นเอง





3. การปรากฏตัวของเอเลี่ยน

        
ในทุกวันนี้กระแส "เอเลี่ยน" หรือมนุษย์ต่างดาว ก็ยังคงมีให้เห็นอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่คุณรู้หรือไม่ว่า การปรากฏตัวของเอเลี่ยนมีให้เห็นมาแล้วตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณเลยทีเดียว สิ่งหนึ่งที่ยืนยันในเรื่องนี้ ก็มาจากภาพบนฝาผนังภายในสุสานในเมืองกิซ่า โดยหนึ่งในภาพบนฝาผนังนั้นมีการวาดภาพของเอเลี่ยนปะปนอยู่ด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจด้วย เพราะบางทีภาพ ๆ นี้ อาจจะเป็นเพียงแค่รูปของสิ่งของอื่น ๆ ที่มีลักษณะคล้ายกับเอเลี่ยนเท่านั้นเอง






4. ที่สุดแห่งการค้นพบ

        
อีกสิ่งหนึ่งที่น้อยคนนักจะนึกถึงและรู้จักเกี่ยวกับประวัติของอิยิปต์โบราณก็คือในเรื่องของการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ เพราะนอกจากมหาพีระมิดต่าง ๆ แล้ว ข้อมูลอันล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ที่ค้นพบกันนั้นก็คือ "เรือโซล่าร์" (Solar Boat) หรือเรือแห่งแสงอาทิตย์ที่เชื่อกันว่า จะเป็นพาหนะที่นำพาวิญญาณขององค์กษัตริย์ไปหาเทพเจ้าแห่งแสงอาทิตย์บนสวรรค์ได้ เรือโซล่าร์นี้สร้างขึ้นจากไม้มากกว่า 1,200 ชิ้น สันนิษฐานว่าสร้างตั้งแต่ 2500 ปีก่อนคริสตกาล และอาจจะเป็นเพียงเครื่องบูชาพระศพในสุสาน ไม่ได้นำไปใช้ล่องในแม่น้ำจริง ๆ แต่อย่างใด





5. อักษรภาพอียิปต์โบราณ

        
อักษรภาพอียิปต์โบราณหรือที่เรียกกันว่า "ฮีโรกริฟฟิค" (Hieroglyphs) ถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งในความอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ความชำนาญทางศิลปหัตถกรรม งานช่าง และการทำหนังสือของชาวอียิปต์โบราณถือเป็นสิ่งที่น่าทึ่งมาก ๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อของพวกเขาที่มีอำนาจและอิทธิพลต่อพิธีกรรมและการดำรงชีวิตอย่างสูง สำหรับอักษรภาพอียิปต์โบราณนี้ เป็นภาพอักษรที่มักจะสลักเรื่องราวเกี่ยวกับองค์ฟาโรห์ ราชวงศ์ การเมืองการปกครอง และเรื่องราวทางศาสนา ซึ่งจะมีปรากฎให้เห็นอยู่ตามวิหารและสิ่งก่อสร้างทั้งหลาย โดยแต่ละภาพก็จะมีการสื่อความหมายที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งนี่เองจึงทำให้การค้นพบในครั้งแรก ๆ นั้น ก็สร้างความมึนงงให้เหล่านักสำรวจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว





6. การตกแต่งภายในพีระมิด

        
นอกจากโครงสร้าง วัสดุ และวิธีการสร้างพีระมิด จะมีความอลังการงานสร้างอย่างยิ่งใหญ่มาก ๆ แล้ว ภายในของปิระมิดเองยังมีการตกแต่งอยู่อย่างสวยงามตามสมัยอีกด้วย สิ่งหนึ่งที่พบได้ภายในพีระมิดนั้นก็คือ เหล่าบรรดาอักษรภาพฮีโรกริฟฟิค อายุอานามกว่า 4,000 ปี ซึ่งช่วยให้พีระมิดที่ค้นพบกันนั้น กลายเป็นสถาปัตยกรรมอันล้ำค่าและมีอายุเก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกใบนี้





7. คำสาปแช่งขององค์ฟาโรห์

        
เป็นที่เล่าลือกันว่า ผู้ใดก็ตามที่มาเปิดหลุมฟังพระศพขององค์ฟาโรห์ตุตันคามุน (Pharaoh Tutankhamun) จะต้องคำสาปที่นักบวชไอยคุปต์บรรจงสลักไว้ภายในสุสาน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดอาถรรพ์การเสียชีวิตอย่างน่าพิศวงขึ้น เหมือนอย่างเช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ "ลอร์ด คาร์นาร์วอน" (Lord Carnarvon) กับคณะสำรวจของ "โฮเวิร์ด คาร์เตอร์" (Howard Carter) ที่เขาได้ว่าจ้างให้ทำการสำรวจค้นหาสุสานฟาโรห์ตุตันคามุน ซึ่งผลสุดท้ายแล้ว ทั้งหมดเสียชีวิตไปโดยที่แพทย์ไม่สามารถวินิจฉัยอาการได้เลย









วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2559

การทำมัมมี่อียิปต์



➜ มัมมี่ การทำมัมมี่อียิปต์





กำเนิดมัมมี่อียิปต์

• จากการขุดพบซากศพที่เก็บรักษาไว้ในสภาพของมัมมี่ ตั้งแต่สามพันปีก่อนคริสตกาลเป็นต้นมานั้น เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อของชาวอียิปต์ที่ว่า แม้คนเราจะตายไปแล้วแต่ก็ยังมีสภาวะความต่อเนื่องในชีวิตตลอดไปจนถึงภพหน้า ซึ่งอิทธิพลความเชื่อถือดังกล่าวนี้เอง ได้พัฒนาไปสู่ความเจริญแห่งอารยธรรมอียิปต์ ที่ไม่แต่เป็นเพียงความคิดของชนเผ่าหนึ่งเท่านั้น หากยังก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และพัฒนาทางด้านศิปกรรม สถาปัตยกรรม เทคโนโลยีโบราณ แม้กระทั่งกฎหมายของสังคมไปด้วยในเวลาเดียวกัน
• การฝังศพสู่พื้นดินในระยะเริ่มแรกของวัฒนธรรมอียิปต์จะทำโดยปล่อยให้เม็ดทรายที่แห้งและร้อนระอุ ไหลเข้าไปในหลุม โดยไม่มีการสร้างเครื่องกีดขวาง จุดประสงค์อันนี้ก็คงต้องการเพื่อให้เม็ดทรายที่แห้งเกรียม ปราศจากความชื้น ช่วยรักษาศพไว้ให้อยู่ในสภาพแห้งกรังเป็นเวลานานนับศตวรรษ หรือพันๆ ปี ศพที่ถูกเก็บรักษาไว้ด้วยความแห้งแล้งของเม็ดทรายในลักษณะนี้ มีการขุดพบหลายแห่งด้วยกัน โดยสภาพศพจะมีผิวหนัง และเส้นผมแห้งกรังติดอยู่กับโครงกระดูก
• มัมมี่ (Mummy) เชื่อกันว่ามาจากคำว่า มัมมียะ (Mummiya) คำในภาษาเปอร์เชียซึ่งหมายถึงร่างของศพที่ถูกทำให้มีสีดำ คือศพที่ดองหรือแช่ในน้ำยาพิเศษในประเทศอียิปต์ พันทั่วทั้งร่างกายด้วยผ้าลินินสีขาว เพื่อเป็นการรักษาสภาพของศพเพื่อรอการกลับคืนร่างของวิญญาณผู้ตาย ตามความเชื่อของชาวอียิปต์โบราณ คำว่า "มัมมี่" มาจากคำว่า "มัมมียะ" (Mummiya) ซึ่งเป็นคำในภาษาเปอร์เซียร์ มีความหมายถึงร่างของซากศพที่ถูกดองจนกลายเป็นสีดำ โดยชาวอียิปต์โบราณจะทำมัมมี่ของฟาโรห์และเชื้อพระวงศ์ทุกพระองค์ และนำไปฝังในลักษณะแนวนอนภายใต้พื้นแผ่นทรายของอียิปต์ อาศัยแรงลมที่พัดผ่านในแถบทะเลทรายอาระเบียและทะเลทรายในพื้นที่รอบบริเวณของอียิปต์ เพื่อป้องกันการเน่าเปื่อยของซากศพที่อาบด้วยน้ำยา

การทำมัมมี่ 

• การทำมัมมี่ อียิปต์โบราณมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของชีวิตหลังความตาย เกี่ยวกับการหวนกลับคืนร่างของวิญญาณ จึงนำศพของผู้ตายมาทำความสะอาด ล้วงเอาอวัยวะภายในออกโดยการใช้ตะขอที่ทำด้วยสำริดเกี่ยวเอาสมองออกทางโพรงจมูก แล้วใช้มีดที่ทำจากหินเหล็กไฟซึ่งมีความคมมาก กรีดข้างลำตัว เพื่อล้วงเอาตับ ไต กระเพาะอาหาร ปอดและลำไส้ออกจากศพ โดยเหลือหัวใจไว้
• สาเหตุที่ไม่เอาหัวใจออกจากร่างด้วยเพราะเชื่อกันว่าหัวใจเป็นศูนย์รวมแห่งจิตวิญญาณ อวัยวะภายในเหล่านี้จะถูกแทนที่ด้วยวัสดุประเภทขี้เลื่อย เศษผ้าลินิน โคลน และเครื่องหอม จากนั้นอวัยวะทั้งหมดจะถูกนำไปล้างด้วยไวน์ปาล์ม เสร็จแล้วก็จะถูกนำลงบรรจุในภาชนะสี่เหลี่ยม มีฝาปิด ที่รู้จักกันในชื่อของคาโนบิค ส่วนร่างของผู้ตายจะถูกนำไปดองโดยใช้เกลือประมาณ 7-10 วัน เมื่อศพแห้งสนิทแล้ว ก็จะถูกนำมาเคลือบด้วยน้ำมันสน จากนั้นจะมีการตกแต่งและพันศพด้วยผ้าลินินสีขาวชุบเรซิน มัมมี่ที่เสร็จสมบูรณ์แล้วจะถูกนำบรรจุลงในหีบศพ พร้อมกับเครื่องรางของขลังต่างๆ และมัมมี่บางตัวยังมีหน้ากากที่จำลองในหน้าของผู้ตายวางไว้ในหีบศพของมัมมี่อีกด้วย






อ้างอิงจาก : http://www.oceansmile.com/Egypt/Mummy.htm


พีระมิดอียิปต์


➜ พีระมิดอียิปต์


        พีระมิดในประเทศอียิปต์ เป็นหนึ่งในพีระมิดที่เป็นที่รู้จักโดยมีหลายแห่งในประเทศอียิปต์ เป็นสิ่งก่อสร้างของชาวอียิปต์โบราณสมัยก่อนยุคเหล็ก โดยเฉพาะ พีระมิดคูฟู ใน หมู่พีระมิดแห่งกิซ่า นับเป็นสิ่งก่อสร้าง ขนาดใหญ่ที่สุด ที่มนุษย์เคยสร้างขึ้นมา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางวิทยาการ    ที่น่าอัศจรรย์ของอียิปต์โบราณ


           ➤ พีระมิดโจเซอร์ (Djoser's Pyramid)


            พีระมิดโจเซอร์ (Djoser's Pyramid) หรือ พีระมิดแห่งซักการา (The Pyramid of Saqqara) นับเป็นพีระมิดแห่งแรกของอียิปต์   ที่ฟาโรห์โจเซอร์ (Djoser หรือ Zoser) แห่งราชวงศ์ที่ 3 เป็นผู้สร้างขึ้น โดยมี อิมโฮเทป (Imhotep) ที่ปรึกษาประจำองค์ฟาโรห์เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบ ลักษณะที่สำคัญคือเป็น พีระมิดขั้นบันได (Step Pyramid) ซ้อนกันรวม 6 ชั้น เปรียบเสมือนบันไดไปสู่สวรรค์ ส่วนพีระมิดรุ่นหลังที่เป็นแบบมหาพีระมิดที่แต่ละด้านของพีระมิดลาดเอียงลงประมาณ 51 องศามีความชันน้อยกว่าและไม่เป็นขั้นบันได ก็ถือว่าเป็นการลาดของลำแสงดวงอาทิตย์เช่นกัน ในขณะที่พีระมิดยุคต่อมาจะไม่มีลักษณะของขั้นบันไดให้เห็น ก่อนหน้านี้สุสานของฟาโรห์จะสร้างอยู่ใต้ดินโดยปิดทับด้วยสิ่งก่อสร้างที่ไม่สูงมากนักเรียกว่า มัสตาบา (Mastaba)


          ➤  พีระมิดไมดุม (Meidum Pyramid)




        พีระมิดไมดุม สร้างโดยฟาโรห์สนอฟรู (Snofru) หรืออีกพระนามหนึ่งคือ ซเนเฟรู (Sneferu) ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ที่ 4 ของอียิปต์โบราณ เป็นพีระมิดที่พยายามพัฒนารูปแบบต่อจากพีระมิดขั้นบันไดของฟาโรห์โซเซอร์ โดยตั้งใจจะก่อสร้างให้มีรูปร่างเป็นพีระมิดที่สมบูรณ์ แต่เกิดปัญหาพังทลายลงระหว่างการก่อสร้างเนื่องจากพื้นทรายด้านล่างรองรับน้ำหนักพีระมิดไม่ไหว นักประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งเชื่อว่า ฟาโรห์สนอฟรูสร้างพีระมิดไมดุมนี้ให้กับ ฟาโรห์ฮูนิ (Huni) ฟาโรห์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ที่ 3 ผู้เป็นพระราชบิดาของพระองค์


        ➤ พีระมิดหักงอ (Bent Pyramid)




                 พีระมิดหักงอ (Bent Pyramid) หรือบางครั้งเรียกกันสั้นๆ ว่า พีระมิดเบี้ยว สร้างขึ้นโดย ฟาโรห์สนอฟรู (Snofru) หลังจากการก่อสร้างพีระมิดไมดุมประสบความล้มเหลว เดิมมีเป้าหมายจะสร้างให้มีรูปร่างเป็นแบบพีระมิดที่สมบูรณ์ แต่เกิดปัญหาในระหว่างการก่อสร้างเนื่องจากแต่ละด้านของพีระมิดทำมุมชันมากเกินไปคือชันถึง 54 องศาทำให้ต้องเปลี่ยนแบบการก่อสร้างกลางคัน กลายเป็นพีระมิดที่แต่ละด้านหักมุมเปลี่ยนความชันที่ประมาณระหว่างกลางความสูงของพีระมิดเหลือความชัน 43 องศา นับเป็นพีระมิดที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งเนื่องจากรูปร่างที่แปลกตาอย่างเห็นได้ชัดและแสดงถึงความสามารถของผู้สร้างที่สามารถแก้ไขปัญหาการก่อสร้างที่เกิดขึ้นเมื่อกว่า 4,600 ปีมาแล้ว
             ประสบการณ์จากพีระมิดหักมุมนี้เอง ทำให้การก่อสร้างพีระมิดแห่งต่อมาประสบความสำเร็จ และส่งผลให้มีการสร้าง                  มหาพีระมิดแห่งกิซ่า ที่กลายเป็นหนึ่งเดียวของ เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ที่ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน 


                ➤  พีระมิดแดง (Red Pyramid)




               พีระมิดแดง (Red Pyramid) สร้างโดยฟาโรห์สนอฟรู หลังจากพีระมิดเมดุม และพีระมิดหักงอ นับเป็นพีระมิดที่มีรูปร่างสมบูรณ์แบบแห่งแรกของโลก ด้านทั้ง 4 ของพีระมิดแดงทำมุมเอียง 43 องศาเท่ากับมุมเอียงในส่วนบนของพีระมิดหักงอ ซึ่งเท่ากับมีการนำบทเรียนจากการสร้างพีระมิดครั้งก่อนมาใช้นั่นเอง
                 พีระมิดแดงมีความสูงถึง 104 เมตร (341 ฟุต) หรือประมาณอาคารสูง 30 ชั้น (เมื่อคิดความสูงที่ชั้นละ 3.5 เมตร) ฐานพีระมิดแต่ละด้านยาว 220 เมตร (722 ฟุต) หรือมีขนาดฐานเกือบเท่ากับมหาพีระมิดคูฟูแห่งกิซ่า นับเป็นพีระมิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในพีระมิด 3 แห่งที่เมืองดาชูร์ (Dahshur) และในยุคสมัยที่ก่อสร้างแล้วเสร็จยังนับเป็นสิ่งก่อสร้างสูงที่สุดในโลกในขณะนั้นอีกด้วย และเนื่องจากพีระมิดนี้สร้างโดยปิดผิวนอกด้วยหินแกรนิตสีแดงทำให้ได้ชื่อว่าพีระมิดแดงจากสีหินแกรนิตนั่นเอง



อ้างอิงจาก : https://th.wikipedia.org/wiki/พีระมิดอียิปต์